เคยกังวลกับค่าไฟที่พุ่งสูงขึ้นทั้งที่เปิดแอร์เท่าเดิมไหม? หรือรู้สึกว่าแอร์ที่บ้านไม่เย็นฉ่ำเหมือนแต่ก่อน? ปัญหาเหล่านี้อาจไม่ได้เกิดจากแอร์เสีย แต่มันคือ สัญญาณเตือนว่าถึงเวลาต้องล้างแอร์แล้ว
โดยปกติเราควรล้างแอร์อย่างน้อยทุกๆ 6 เดือน แต่ถ้าใช้งานหนักหรืออยู่ในพื้นที่ฝุ่นเยอะ สัญญาณเตือนเหล่านี้จะแสดงออกมาทันที มาเช็กกันครับว่าแอร์บ้านคุณกำลังมีอาการเหล่านี้อยู่หรือไม่!
1. แอร์มีแต่ลม ไม่มีความเย็น
หากเปิดแอร์ทิ้งไว้นานแล้ว แต่รู้สึกเหมือนเปิดแค่พัดลม ลมที่ออกมาไม่เย็นฉ่ำ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจาก ฝุ่นและสิ่งสกปรกเข้าไปอุดตันที่แผ่นกรองอากาศ (Filter) และคอยล์เย็น (Cooling Coil) ทำให้ลมเย็นไม่สามารถระบายออกมาได้เต็มที่
2. ลมแอร์ออกไม่สม่ำเสมอ หรือมีเสียงดังผิดปกติ
สังเกตไหมว่าเสียงพัดลมแอร์ดังขึ้น หรือลมแอร์พุ่งออกมาเป็นช่วงๆ ไม่สม่ำเสมอ นั่นเพราะฝุ่นไปเกาะที่พัดลมกระรอกบิน (Blower) จนหนักและหมุนไม่ได้รอบ ทำให้ระบบต้องทำงานหนักขึ้นและเกิดเสียงดัง
3. แอร์มีน้ำหยด หรือมีน้ำไหลออกมาทางหน้าเครื่อง
อาการ แอร์น้ำหยด เกิดจากฝุ่นละอองเข้าไปสะสมในถาดรองน้ำทิ้งจนกลายเป็นเมือกอุดตันในท่อน้ำทิ้ง ทำให้น้ำไม่สามารถระบายออกไปนอกบ้านได้ จึงล้นออกมาทางหน้าเครื่องแอร์ หากปล่อยไว้อาจทำให้ฝ้าเพดานหรือเฟอร์นิเจอร์เสียหายได้
4. มีกลิ่นอับชื้น หรือกลิ่นไม่พึงประสงค์
เมื่อเปิดแอร์ช่วงแรกๆ แล้วได้กลิ่นอับ กลิ่นเชื้อรา หรือกลิ่นฝุ่น นั่นคือสัญญาณเตือนว่าเครื่องปรับอากาศกลายเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียและเชื้อราเนื่องจากความชื้น หากสูดดมเป็นเวลานานอาจส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจและก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้
5. ค่าไฟเพิ่มสูงขึ้นอย่างผิดปกติ
แอร์ที่สกปรกจะทำให้คอมเพรสเซอร์ต้องทำงานหนักขึ้นตลอดเวลาเพื่อทำความเย็นให้ได้ตามอุณหภูมิที่ตั้งไว้ ผลที่ตามมาคือ แอร์กินไฟมากกว่าเดิม 10-30% การล้างแอร์ให้สะอาดจึงเป็นวิธีที่ช่วยประหยัดค่าไฟได้ดีที่สุด
ล้างแอร์บ้าน ควรล้างบ่อยแค่ไหน?
-
บ้านพักอาศัยทั่วไป: ควรล้างแอร์อย่างน้อย ปีละ 2 ครั้ง (ทุกๆ 6 เดือน)
-
ห้องที่เปิดแอร์ทุกวัน / มีสัตว์เลี้ยง / ติดถนนใหญ่: ควรล้าง ทุกๆ 3 – 4 เดือน เนื่องจากมีฝุ่นและขนสัตว์สะสมไวกว่าปกติ